วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ยาฮูเพิ่มฟรีอีเมลแอดเดรสส์

ยาฮูเพิ่มฟรีอีเมลแอดเดรสส์อีก 2 ชื่อ หวังตอกย้ำให้นักลงทุนเชื่อมั่นในภาพลักษณ์ของบริษัท รวมถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยาฮูเพิ่มฟรีอีเมลแอดเดรสส์อีก 2 ชื่อ หวังตอกย้ำให้นักลงทุนเชื่อมั่นในภาพลักษณ์ของบริษัท รวมถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกเหนือจาก "@yahoo.com" แล้ว บริษัทยาฮู ผู้ดูแลเครือข่ายไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ชื่อดัง ยังเพิ่มอีเมลแอดเดรสส์ใหม่อีก 2 ชื่อ คือ "@ymail.com" และ "@rocketmail.com" ไว้ให้ผู้ใช้งานได้เลือกใช้ตามใจชอบ สำหรับบางคนที่อาจจะเบื่อชื่อ "@yahoo.com" หรืออาจใช้พื้นที่ในอีเมลแอดเดรสส์เดิมจนเต็มแล้ว
ยาฮู เมล เป็นเว็บไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เพราะเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้งานได้รับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์กันอย่างเต็มที่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ผลกำไรของยาฮูมาจากรายได้โฆษณาที่โพสต์อยู่ในเว็บไซต์ซึ่งมีผู้ใช้งานมากถึง 266 ล้านคนทั่วโลก
ยาฮูเร่งปรับรูปแบบการให้บริการ หลังผู้ถือหุ้นบางกลุ่มไม่ค่อยพอใจที่ผู้บริหารยาฮู ไม่ยอมรับข้อเสนอของไมโครซอฟท์ ที่จะซื้อกิจการของยาฮูเป็นมูลค่าสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ผู้ถือหุ้นบางคนยังมีแผนระดมเสียงสนับสนุนไล่คณะกรรมการบริหารบริษัทยาฮูออกทั้งหมด ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี วันที่ 1 ส.ค.นี้ เพราะเห็นว่า ทำให้ผู้ถือหุ้นเสียผลประโยชน์ที่ไม่ยอมไปควบรวมกิจการกับไมโครซอฟท์


credit : MCOT

2 ผู้ก่อตั้ง Flickr ลาออกจาก Yahoo แล้ว

ดูเหมือนว่า หลังจากที่ ยาฮู ปฏิเสธการซื้อหุ้นของไมโครซอฟท์ สถานการณ์ของบริษัท ก็ไม่สู้ดีนัก

ดูเหมือนว่า หลังจากที่ ยาฮู ปฏิเสธการซื้อหุ้นของไมโครซอฟท์ สถานการณ์ของบริษัท ก็ไม่สู้ดีนัก อย่างที่รู้ๆกันดีว่า พอยาฮู ปฏิเสะไมโครซอฟท์ปุ๊บ หุ้นก็ตกลงปั๊บ แต่มันยังไม่จบ เมื่อคราวนี้ 2 ผู้ก่อตั้ง Flickr บริการแชร์รูปภาพออนไลน์ 1 ในบริการยอดฮิตที่ Yahoo ซื้อมาตั้งแต่ ปี 2005 ยื่นลาออกจากบอร์ดบริหารของ Yahoo แล้ว คาดว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ Yahoo ปฏิเสธ ไมโครซอฟท์นั่นเอง
โดย 2 ผู้ก่อตั้ง Flickr ที่ว่านี้ ได้แก่ Caterina Fake และ Stewart Butterfield 2 สามีภรรยา ซึ่ง Catrina ลาออก จาก Yahoo ไปตั้งแต่วันศุกร์ที่ 13 ที่ผ่านมา ( เลือกวันลาออกได้เหมาะจริงๆ ) ส่วนสามีของเธอนั้น จะลาออกในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ ซึ่งจนถึงบัดนี้ ยังไม่มีรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลาออกครั้งนี้ของทั้ง สองคน
คาดว่าการลาออกครั้งนี้ ของ 2 ผู้ก่อตั้ง Flickr คงทำให้สถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนักของ Yahoo เลวร้ายลงไปอีกเป็นแน่ และต้องรอติดตามกันด้วยว่าหลังจากการลาออกในครั้งนี้ Flickr จะไปในทิศทางไหน อีกไม่นาน คงจะมีความคืบหน้าออกมาแน่ ต้องรอดู


credit : TechXcite








Google ฉลอง 10 ขวบ ด้วยโครงการ 10ยกกำลัง100 เพื่อสังคม

โดยจัดโครงการเพื่อสังคมในชื่อ "10ยกกำลัง100" ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนจากทั่วโลกร่วมเสนอความคิดในการเปลี่ยนแปลงโลกให้น่าอยู่

Google ฉลองครบรอบการก่อตั้งครบ 10 ปี โดยจัดโครงการเพื่อสังคมในชื่อ "10ยกกำลัง100" ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนจากทั่วโลกร่วมเสนอความคิดในการเปลี่ยนแปลงโลกให้น่าอยู่ขึ้นด้วยการช่วยเหลือผู้คนให้ได้มากที่สุด ความคิดที่ผ่านการคัดเลือก 5 ความคิดจะได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก Google 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
วันนี้(27 กันยายน 2551) เป็นวันครบรอบวันเกิดปีที่ 10 ของ Google ซึ่งในปีนี้ Googleได้สร้างหน้า website พิเศษสำหรับวันเกิดปีที่ 10 นี้เอาไว้ที่ http://www.google.co.th/tenthbirthday/ และที่พิเศษสุดๆสำหรับวันเกิดปีนี้คือโครงการเพื่อสร้างสรรค์สังคมในชื่อโครงการ "10ยกกำลัง100" ซึ่งจัดขึ้นเพื่อระบบความคิดจากคนทั่งโลกเพื่อหาวิธีที่จะช่วยเหลือกผู้คนในโลกนี้ให้ได้มากที่สุด
โครงการ "10ยกกำลัง100" เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถส่งความคิดดีๆที่จะช่วยเหลือผู้คนบนโลกนี้ผ่านทาง website http://www.project10tothe100.com/intl/TH/how_it_works.html (ภาษาไทย) ซึ่งจะเปิดรับความคิดถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2551 นี้เท่านั้น โดย google เปิดกว้างรับทุกความคิดเห็นไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นที่ได้ถูกนำมาทำเป็นโครงการแล้ว หรือความคิดเห็นที่ยังไม่ได้เริ่มทำ
สำหรับทุกความคิดเห็นที่ถูกส่งมายัง Google จะถูกคัดเลือกให้เลือก 100 ความคิดที่ดี่ที่สุด เพื่อนำเข้าระบบประเมินจากผู้คนทั่วโลกให้เหลือ 20 ความคิดสุดท้าย และสุดท้ายคณะกรรมการที่ปรึกษาจะเลือกความคิด 5 โครงการที่จะได้รับการสนับสนุนเงินทุนจำนวน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 350 ล้านบาท) เพื่อให้พลักดันให้ความคิดที่ถูกคัดเลือกสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือผู้คนได้จริง
ถือว่าการฉลองวันเกิดครบรอบ 10 ปีของ Google ในครั้งนี้จัดว่าเป็นเรื่องที่ดี และแปลกกว่าวิธีฉลองที่องค์กรขนาดใหญ่อื่นๆทำกัน ซึ่งวิธีฉลองด้วยโครงการการกุศลเช่านี้ คงจะเรียกคะแนนความนิยมให้กับ Google ได้อีกมากเป็นทวีคุณ


credit : TechXcite

Intel เปิดเผยเทคโนโลยีการผลิตโปรเซสเซอร์แบบ 32 นาโนเมตรเป็นครั้งแรกของโลก

ความก้าวหน้าทางการพัฒนาเทคโนโลยีโพรเซสเซอร์ที่ลดลงจาก 45 นาโนเมตร เป็น 32 นาโนเมตร จากการแถลงข่าวที่ทาง Intel ได้จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ซานฟานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยถึงความก้าวหน้าทางการพัฒนาเทคโนโลยีโพรเซสเซอร์ที่ลดลงจาก 45 นาโนเมตร เป็น 32 นาโนเมตร โดยในการสาธิตประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ที่ทำการผลิตด้วยเทคโนโลยี 32 นาโนเมตรนี้จะเป็นการทดสอบทางด้านของ Desktop (PC) และ Laptop (Notebook) ก่อน โดยการผลิตโปรเซสเซอร์ Desktop และ Laptop ด้วยเทคโนโลยี 35 นาโนเมตรนี้ ทาง intel ได้ตั้งชื่อให้ว่า “Westmere” (เวสท์เมียร์) โดยจะเริ่มผลิตในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2552 โดยขั้นตอนการผลิตโปรเซสเซอร์แบบ 32 นาโนเมตรนี้จะส่งผลให้การทำงานของโปรเซสเซอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทาง intel ได้แจ้งว่า “จะทยอยนำโปรเซสเซอร์ที่ใช้ในขั้นตอนการผลิน Westmere นี้ไปใช้กับ Desktop , Laptop และ Saver ตามลำดับ”

ขั้นตอนในการผลิตโปรเซสเซอร์ด้วยเทคโนโลยี 32 นาโนเมตรนี้ จะผลิตด้วยเทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ที่มี Hi-K metal gate อยู่ด้วย Hi-K metal gate คืออะไร??
Hi-K เป็นเทคโนโลยีที่ Intel ได้พัฒนาขึ้นมาจากการผลิตทรานซิสเตอร์ โดยคุณสมบัติของเทคโนโลยีนี้คือ จะช่วยลดการรั่วของกระแสไฟฟ้าภายในทรานซิสเตอร์ ที่มีผลต่อการออกแบบขนาดการผลิตที่เล็กและการใช้พลังงาน เมื่อเปรียบเทียบกับในรุ่นก่อน ๆ อย่าง 45 นาโนเมตรซึ่งใช้ เทคโนโลยี Hi-K นี้เช่นกันในการผลิต จะเห็นได้ว่าด้วยขนาดที่เล็กลงทำให้การลงทรานซิสเตอร์เข้าไปในโปรเซสเซอร์ทำได้ง่ายขึ้น มีผลทำให้การใช้พลังงานลดลงไปด้วย

คุณสมบัติของโปรเซสเซอร์ที่ใช้กระบวนการผลิต “Westmere”
-เทคโนโลยี Intel Turbo Boost : เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเร่งการทำงานของคอร์ที่ไม่ได้ทำงานอยู่ในขณะนั้น เพื่อเร่งประสิทธิภาพในการประมวลผลของโปรเซสเซอร์-เทคโนโลยี Intel Hyper-Threading (2 C 4 T)
แคชมีขนาดถึง 4 MB พร้อมทั้ง integrate Memory Controller (IMC) รองรับ DDR 3 -2ch
-เนื่องจากการผลิตด้วยเทคโนโลยี 32 นาโนเมตรนี้ทำให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับลงระบบกราฟิกในตัวเพื่อรองรับการทำงานของการใช้การ์ดจอแยกและสลับการทำงานระหว่างกราฟิกในตัวของโปรเซสเซอร์และการ์ดจอ
ตารางรหัส ของ Nahalem และ Westmere และรายละเอียดทั้งหมด-Desktop เครื่อง PC : ในส่วนของ High-End ในส่วนของ Nelgalem (45nm) รหัส Bloonfield จะมีแกนประมวลผล 4 Core กับ 8 Task ในส่วนของ Mainstream จะเป็นรหัส Lynnfield โดยจะมีแกนประมาวผล 4 Core กับ 8 Task และ Westmere (32 nm) มีรหัสที่ชื่อว่า Guftown มีแกนประมวลผลเพิ่มขึ้นเป็น 6 Core 12 Task ในด้านกลุ่ม Desktop ในระดับกลาง- ล่าง จะเป็นรหัส Ckarkdale จะมีแกนประมวลผลเพียง 2 Core 4 Tesk เนื่องจากมีชิบประมวลผลกราฟฟิก (iGFX)-Mobile เครื่อง Netbook และ Notebook : ในส่วนของ Nelgalem (45nm) รหัส Arrandale มีแกนประมวลผล 2 Core 4 Tesk และมีชิบประมวลผลกราฟฟิกใส่รวมไปด้วย -ในส่วนของ Server ทาง intel ในส่วนของ 32 นาโน นั้นยังไม่เปิดเผยรายละเอียดมากพอ
เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.intel.com/pressroom


credit : TechXcite

Microsoft Hohm ช่วยคนใช้พลังงานอย่างประหยัด

Microsoft เปิดตัว Microsoft Hohm โปรแกรมออนไลน์ฟรีสำหรับติดตามการใช้พลังงานในบ้าน เปิดโอกาสผู้บริโภคประเมินการใช้พลังงานและลดการบริโภค…Microsoft ให้ผู้ต้องการใช้ในสหรัฐสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมเวอร์ชั่นทดสอบได้ที่ microsoft-hohm.com ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจการใช้พลังงานของตนเองมากขึ้น พร้อมรับคำแนะนำเพื่อประหยัดเงินค่าพลังงาน Microsoft Hohm แสดงให้เห็นถึงว่าการใช้ซอฟต์แวร์ขั้นสูงและบริการทางอินเทอร์เน็ตร่วมกันจะช่วยให้คนสามารถติดตาม เข้าใจ และบริหารจัดการการใช้พลังงานของแต่ละคนได้อย่างไร โดยโปรแกรมนี้จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน โดยอาศัยข้อมูลการใช้พลังงานในบ้านและข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้าในโปรแกรมเท่านั้น

credit : KINDANI

VAIO P รวมพลัง Atom Z550, SSD และ WiMAX

VAIO P เน็ตบุ๊คที่หลายคนต้องการอยากเป็นเจ้าของ และมีข่าวว่าจะออกรุ่นใหม่ วันนี้ก็มีข้อมูลมาเพิ่มเติมอีกครั้ง...สุดยอดเน็ตบุ๊คจาก Sony กับ VAIO P แม้หน้าตาภายนอกอาจจะดูเหมือนเดิมแต่สเปกภายในกลับปรับเปลี่ยนไปไม่น้อยเลย นอกจาก ฮาร์ดดิสค์ SSD ความจุระดับสูงแล้ว ยังมีซีพียู Atom Z550 ที่ทั้งประหยัดไฟและเร็วขึ้นกว่ารุ่นเก่า ยังมาพร้อมการเชื่อมต่อระดับ WiMAX ที่สามารถเชื่อมต่อได้ในระยะ 1,000 เมตรเลยทีเดียว ซึ่งสเป็คนี้จะเป็นสเป็คที่วางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น แต่ถึงเอามาใช้บ้านเรา ก็ไม่รู้ว่าจะใช้ WiMAX ยังไง เพราะมันยังไม่เปิดให้ใช้อ่ะ

credit : KINDANI

SSD แบบ SATA/PATA ถ่ายโอนข้อมูลอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วสูง

บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ป (WD) หนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลที่มีชื่อเสียงระดับโลก บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ป (WD) หนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลที่มีชื่อเสียงระดับโลก ประกาศเริ่มการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูล SiliconDrive III SSD (โซลิดสเตทไดรฟ์) ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ได้มาจากการเข้าซื้อกิจการของ SiliconSystems ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยโซลิดสเตทไดรฟ์ในตระกูล SiliconDrive III นี้จะให้ความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูลที่รวดเร็วกว่า ให้ความจุที่มากกว่า และยังมีความสามารถในการรองรับและต่อขยายระบบทางกลได้ ทำให้ไดรฟ์รุ่นนี้กลายเป็นไดรฟ์บันทึกข้อมูลที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับระบบแบบฝังตัว และสำหรับโปรแกรมการถ่ายโอนข้อมูลอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วสูง เช่น ระบบการส่งเนื้อหามัลติมีเดีย และเครื่องมือสื่อที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลทำให้ไดรฟ์รุ่นนี้กลายเป็นไดรฟ์บันทึกข้อมูลที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับระบบแบบฝังตัว และสำหรับโปรแกรมถ่ายโอนข้อมูลด้วยความเร็วสูง เช่น ระบบการส่งเนื้อหามัลติมีเดีย และเครื่องมือสื่อที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล
SSD ในตระกูล SiliconDrive III มีให้เลือกทั้งขนาด 2.5 นิ้วแบบ Serial ATA (SATA) และ Parallel ATA (PATA) และขนาด 1.8 นิ้ว ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Micro SATA ที่มีความเร็วอ่านข้อมูลแบบ SATA 3.0 กิกะบิตต่อวินาที หรืออินเทอร์เฟส ATA-7 ซึ่งมีความเร็วในการอ่านเป้าหมายได้สูงสุดถึง 100 เมกะไบต์ต่อวินาที และความเร็วในการเขียนข้อมูลสูงสุดถึง 80 เมกะไบต์ต่อวินาที โดยรองรับข้อมูลที่ความจุสูงสุดที่ 120 กิกะไบต์
“SiliconDrive III เป็นตัวอย่างแรกที่แสดงให้เห็นถึงการวางแผนของ WD ในการที่จะออกโซลิดสเตทไดรฟ์ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย SiliconSystems และการเปิดตัว SiliconDrive III ครั้งนี้ยังทำให้ WD สามารถเพิ่มช่องทางการวางจำหน่ายและการกระจายสินค้าทั่วโลกได้เพื่อกระตุ้นฐานลูกค้าในกลุ่ม OEM (Original Equipment Manufacturing) ให้นำเทคโนโลยีโซลิดสเตทไดรฟ์ไปใช้ในโปรแกรมการถ่ายโอนข้อมูลด้วยความเร็วสูง เช่น ระบบการส่งเนื้อหามัลติมีเดีย และเครื่องมือสื่อที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล เพิ่มเติมจากการใช้ระบบแบบฝังตัวแบบเก่าของ SiliconSystems” ไมเคิล ฮาเจ็ก รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปของหน่วยธุรกิจจัดเก็บข้อมูล SSD ของ WD กล่าว และเสริมว่า “SiliconDrive III เป็นโซลูชั่นที่สมบูรณ์แบบสำหรับลูกค้า OEM ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ ความจุ ความน่าเชื่อถือ และปริมาณข้อมูลที่มากกว่าเดิมในแอพพลิเคชั่นของพวกเขา”
ทั้งนี้ SiliconDrive III ได้รับการออกแบบและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพการทำงานและความน่าเชื่อถือในระดับสูงสำหรับความต้องการใช้งานตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันในตลาดระบบแบบฝังตัว เครื่องมือที่ใช้กับสื่อต่างๆ และการถ่ายโอนข้อมูลด้วยความเร็วสูง โดยประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือที่เป็นผลสำเร็จนี้เกิดจากการรวมเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลขั้นสูงของบริษัทในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในตระกูล SiliconDrive III ทั้งที่ได้จดสิทธิบัตรแล้ว และอยู่ระหว่างการรอจดสิทธิบัตร เทคโนโลยี PowerArmor, SiSMART และ SolidStor ของ WD ซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว และอยู่ระหว่างการรอจดสิทธิบัตรสามารถตอบโจทย์การพิจารณาในด้านการออกแบบที่สำคัญสำหรับลูกค้า OEM ได้ เช่น การขจัดปัญหาเรื่องไดรฟ์ทำงานขัดข้องสืบเนื่องจากความผิดปกติทางไฟฟ้า ความสามารถในการตรวจสอบอายุการใช้งานของ SiliconDrive แบบเรียลไทม์ และเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลขั้นสูงแบบครบวงจร ที่สามารถรับประกันถึงความสมบูรณ์ของข้อมูล และอายุการใช้งานของโซลิดสเตทไดรฟ์สำหรับการปรับใช้งานหลายปี
สนใจอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.wdc.com/en/products/index.asp?cat=21

credit : TechXcite